หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
ASPบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
กลยุทธ์การลงทุน
การฟื้นตัวตลาดหุ้นไทย น่าจะเป็นเพราะตลาดหุ้นไทย Laggards ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เพราะความกังวลการเมืองก่อน-หลังเลือกตั้ง แต่จากสถิติ 4 ครั้งที่มีการเลือกตั้งในอดีต ระบุว่าตลาดหุ้นจะตอบรับด้านบวกก่อนและหลังเลือกตั้ง 1-2 วัน และเชื่อว่ายังแรงหนุนรายหุ้นที่กำไรเด่น 1Q62 (SCC, SCCC, BCH, PTTGC, TOP, IRPC) หรือ Turnaround (SAPPE, STPI, TTCL) Top picks เลือก STPI(FV@B7.1) และ PTTEP(FV@B168) ราคาหุ้น Laggard สวนทางราคาน้ำมันที่ยืนเหนือสมมติฐานของ ASPS ที่กำหนดไว้ 65 เหรียญฯต่อบาร์เรล         
 
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … SET Index ลงแรงในตอนเช้าและพลิกกลับเท่าราคาเปิด
วานนี้ SET Index แกว่งตัวลงแรงในตอนเช้าเกิน 10 จุดและพลิกกลับในช่วงบ่าย จนทำให้ปิดที่ระดับ 1630.09 จุด เพิ่มขึ้น 12.52 จุด (+0.77%) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.64 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่หนุนตลาดคือ กลุ่มพลังงาน PTT(+1.57%) PTTEP(+1.67%) IVL(+1.57%) กลุ่มค้าปลีก CPALL(+1.68%) BJC(+1.51%) BEAUTY(+2.31%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ AOT(+1.12%) KTC(+4.84%) และ KBANK(+1.06%)
 
การฟื้นตัวตลาดหุ้นไทย น่าจะเป็นเพราะตลาดหุ้นไทย Laggards ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เพราะความกังวลการเมืองก่อน-หลังเลือกตั้ง แต่จากสถิติ 4 ครั้งที่มีการเลือกตั้งในอดีต ระบุว่าตลาดหุ้นจะตอบรับด้านบวกก่อนและหลังเลือกตั้ง 1-2 วัน และมีโอกาสย่อตัวต่อ ตามมาด้วยแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ยังยืนเหนือสมมติฐานของ ASPS ที่กำหนด 65 เหรียญฯต่อบาร์เรลในปี 2562 และ 70 เหรียญฯ ในปี 2563 และ แรงหนุนรายหุ้นที่คาดว่ากำไร 1Q62  จะฟื้นตัว/สดใส  (SCC, SCCC, BCH, PTTGC, TOP, IRPC) หรือ Turnaround (SAPPE, STPI, TTCL) ยังชอบ STPI(FV@B7.1) และ PTTEP(FV@B168) และเลือกเป็น Top picks
ภาพใหญ่ผ่อนคลาย สงครามการค้าและดอกเบี้ยโลกมีโอกาสลงมากกว่าขึ้น  
เชื่อว่าสงครามการค้ามีแนวโน้มผ่อนคลายและสหรัฐจะกดดันจีนต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าสหรัฐจะพอใจ กล่าวคือ สหรัฐยังคงบีบบังคับให้จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น โดยใช้ข้ออ้างในการชะลอขึ้นภาษีนำเข้าวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญฯอัตราภาษี 10% เป็นข้อต่อรอง ขณะที่การประชุมการเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการที่เดิมคาดจะสิ้นสุด 27 มี.ค. ถูกยืดออกไปเป็นปลายเดือน เม.ย. (แหล่งข่าวจาก WALL STREET JOURNAL เผยว่าสัปดาหน้า คณะผู้แทนสหรัฐจะไปเยือนจีน และต้นเดือน เม.ย. รองนายกจีนมีกำหนดการเยือนสหรัฐ) 
แต่ประเด็นที่ตลาดน่าจะให้น้ำหนักน่าจะเป็นการประชุม Fed ในวันนี้ซึ่งน่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ผลสำรวจ Bloomberg คาดโอกาสไม่ขึ้นดอกเบี้ย 99.2% และให้น้ำหนักการแสดงมุมมองต่อเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งน่าจะเอนเอียงไปทางการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มีสัญญาณชะลอตัวจากผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง 9 ครั้ง รวม 2.25% เป็น  2.5% และผลกระทบจากสงครามทางการค้า  ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์มีสัญญาณชะลอการแข็งค่า หรือน่าจะมีทิศอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลักของโลก โดยเฉพาะยูโร ปอนด์ และ เยน  และค่าเงินเอเชียที่แกว่งตัวในกรอบแคบๆ หลังจากที่แข็งค่านับจากปลายปี 2561 เช่น เงินบาท, เปโซ, รูเปียะห์, รูปี  และ หยวน เป็นต้น   
ในสถานการณ์นี้น่าจะหนุนให้ Fund flow กลับมาเอเชียต่อเนื่อง แต่จะมากน้อยขึ้นกับปัจจัยภายในประเทศ เช่น ประเทศไทยมีประเด็นความกังวลทางเมือง ที่น่าจะมีน้ำหนักกดดันตลาดมากกว่าเพื่อนบ้านที่ใกล้เลือกตั้งเช่นกัน แต่ดูปัญหาจะน้อยกว่า เช่น อินเดียจะมีการเลือกตั้ง ช่วง 11 เม.ย.  – 19 พ.ค. 2562 โพลสำรวจคาดว่าพรรคของนายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน นเรนทรา โมดี จะครองเสียงข้างมากที่สุด  และได้เป็นรัฐบาลต่อ และจะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจ หลังจากต้นปี  ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวคือ มาตรการลดภาษีในภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ออกมาตรการลดภาษีบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย  เหลือ 1% จากเดิมที่เก็บ 8% และลดภาษีบ้านใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างเหลือ 5% จากเดิมที่ 12% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สังเกตได้จาก GDP Growth ของอินเดียงวด 4Q61 ขยายตัว 6.6%yoy ต่ำกว่า 7%, 8% และ 7.7% ในงวด 3Q61, 2Q61 และ 1Q61 ตามลำดับ 
เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม(Midterm Election) 13 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา โพลสำรวจคาดว่าพรรคของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โรดริโก ดูแตร์เต จะยังครองเสียงข้างมากและจะเดินหน้าโดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่วงเงินราว 1.83 พันล้านเหรียญ
ตลาดหุ้นสะท้อนผลกระทบสงครามการค้า ผ่านการปรับลดกำไรตลาดปี 2562  
ผลกระทบที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ได้สะท้อนผ่านการปรับลดกำไรตลาดหุ้นโลกในระดับหนึ่ง กล่าวคือ มิใช่เพียงแต่ตลาดหุ้นไทยที่ได้ปรับลดประมาณการปี 2562 (EPS) ลง 5%  แต่ยังมีอีกหลายตลาดหุ้นโลกที่นักวิเคราะห์ได้ปรับลดกำไรลง เช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินเดีย ปรับลงมากที่สุดถึง 25% และจีนลดลง 2% (มีการปรับลดลงหนักก่อนหน้านี้ แต่มีการปรับขึ้นหลังสงครามการค้าผ่อนคลายลง) ขณะที่กลุ่ม TIP ทั้งอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ลดลง 2% และ 1% ตามลำดับ  ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วปรับลดลงเฉลี่ย 5%  
เป็นที่สังเกตว่าตลาดหุ้นไทย underperform ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะเอเชียอย่างมาก เชื่อว่านอกจาก ผลกระทบจากการปรับลดกำไรดังกล่าวแล้ว ยังมีความกังวลต่อประเด็นการเมืองในประเทศ  อย่างไรก็ตาม ด้วย EPS Growth ที่ 8.9%yoy และ Expected P/E ที่ 15.3 เท่า ถือเป็นระดับที่ต่ำสุด  เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (อาทิ อินเดีย 18.5 เท่า, มาเลเซีย 16.7 เท่า, ฟิลิปปินส์ 16.7 เท่า และอินโดนีเซีย 16.6 เท่า) จึงเป็นจุดที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง   
Expected P/E และ EPS Growth ปี 2562 ตลาดหุ้นโลก  
 
ที่มา: Bloomberg, ฝ่ายวิจัยฯ ASPS
Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง ช่วงใกล้วันเลือกตั้ง
วานนี้ต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคเป็นวันแรก (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 5 วัน) ด้วยมูลค่า 30 ล้านเหรียญ โดยเป็นการขายสุทธิถึง 3 ประเทศ เริ่มจากเกาหลีใต้ถูกขายสุทธิ 54 ล้านเหรียญ (สลับมาขายสุทธิเป็นวันที่แรก) ตามมาด้วยไต้หวัน 5 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 2 วัน) และฟิลิปปินส์ 1 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 3 วัน) ส่วนตลาดหุ้นอีก 2 ประเทศถูกซื้อสุทธิ คือ อินโดนีเซียถูกซื้อสุทธิ 12 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิติดต่อกัน 3 วัน) และไทยที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 19 ล้านเหรียญ หรือ 600 ล้านบาท (หลังจากขายสุทธิติดต่อกัน 3 วัน) ต่างกับสถาบันฯที่สลับมาขายสุทธิ 374 ล้านบาท 
หากพิจารณาเฉพาะตลาดหุ้นไทย พบว่า วานนี้เริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยชัดเจนมากขึ้น ทั้งในตลาดหุ้น (ซื้อสุทธิ 602 ล้านบาท) และตลาดฟิวเจอร์ส (Long SET50 Futures กว่า 1.6 หมื่นสัญญา) หลังจากกังวลประเด็นความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองมานานนับตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 62 (ระยะเวลา 1 เดือนกว่า) แต่หลังจากนี้คาดว่า Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าได้ต่อเนื่อง ในช่วงใกล้วันเลือกตั้งและต่อไปถึงช่วงหลังวันเลือกตั้งดังสถิติในอดีต โดยเฉพาะช่วง 1-2 วันแรกหลังเลือกตั้ง Fund Flow มีโอกาสไหลเข้า 100% และ 5 วันหลังเลือกตั้ง Fund Flow ไหลเข้าเฉลี่ยสูงถึง 8.1 พันล้านบาท หนุน SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 4% (รายละเอียดกล่าวไว้ใน Market talk 19 มี.ค. 62)
อย่างไรก็ตามปัจจุบันกฎเกณฑ์การเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากตลาดหุ้นอาจไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต บวกกับความไม่แน่นอนหลังเลือกตั้งยังมี ดังนั้นกลยุทธ์เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่งขนาดใหญ่ที่ถูก Short Sale สูงในปี 2562 นี้ อย่าง PTTEP ที่ถูก Short  Sale ไปแล้วกว่า 6 พันล้านบาท (ytd) แต่ราคาหุ้นยังถือว่า Laggard ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่มาก บวกกับ Fund Flow ที่ไหลกลับ (ซื้อผ่าน NVDR 3 วันล่าสุดกว่า 671 ล้านบาท) ทำให้มีโอกาสเกิด Cover Short สูง
ข้อมูลแสดงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกรายเดือนของแต่ละประเทศในภูมิภาค
 
กลยุทธ์การลงทุนภายใต้ตลาดผันผวน เน้น 5 themes  
นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. ตลาดให้น้ำหนักกับการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะสเถียรภาพรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร กดดัน SET Index แกว่งตัวลงลง  ต่ำกว่า 1620 จุด อีกครั้งหลัง  กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกเป็นรายหุ้นใน  5 Theme คือ 
1.หุ้นที่มีผันผวนน้อยกว่าตลาด (1L2H) โดย 1L คือ Low Beta คือ หุ้นที่ผันผวนต่ำน้อยกว่าตลาด  และ 2H คือ High Upside และ High Growth ปี 2562 ดังตาราง
หุ้นผันผวนต่ำ (1L2H) 
 
ที่มา SET, ฝ่ายวิจัย ASPS
 
2. หุ้น Domestic Play 
•    กลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มนิคมฯ ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน: STEC (FV@B29.25), SEAFCO (FV@ ก่อน XD 12.40 บาท หลัง XD 11.30 บาท), SCCC (FV@B269), AMATA (FV@B35.70), WHA (FV@B4.89)  
•    กลุ่มธ.พ. จากการขยายตัวของสินเชื่อ: BBL (FV@B227), KBANK (FV@B246
•    กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มเช่าซื้อ-ลิสซิ่ง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของพรรคการเมือง ที่มุ่งเน้นผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกร: BJC (FV@B61), M (FV@B84),  SAWAD (FV@B54), MTC(FV@B57.25), JMT (FV@B17.50)
3. หุ้นที่มีผลกำไรโดดเด่นใน 1Q62 และมี upside มากกว่า 10%: กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ PTT(FV@B56), PTTGC(FV@B79) หุ้นโรงไฟฟ้า-พลังงานทดแทน BPP(FV@B28.50) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCCC(FV@B269), TPIPL(FV@B2.04) กลุ่มโรงพยาบาล BDMS(FV@B30), BCH(FV@B21) กลุ่มเกษตร-อาหาร CPF(FV @B31.50), TFG(FV @B4.50) ปิดท้ายด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ PSH (FV@B22.50), QH (FV@B4.10) และ CPN (FV@B92.00) **สามารถรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Market Talk วันที่ 13-14 มี.ค.62 และในบทวิเคราะห์รายหุ้น**
 
4.หุ้น Turnaround ในปี 2562 ดังตาราง
 
ที่มา SET, ฝ่ายวิจัย ASPS
และ 5. หุ้น Global ที่อิงตามราคาน้ำมันดิบโลก: ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุด (ปลาย ธ.ค 61) สอดรับกับการลด supply ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าราคาหุ้น PTT PTTEP PTTGC ยังไม่ได้ตอบรับปัจจัยบวกเท่าที่ควร มิหน่ำซ้ำยังมีแรงชอร์ตเซล (Short Sale เป็นการขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีในครอบครอง โดยเป็นการยืมหุ้นมาเพื่อขาย แต่ในที่สุดต้องซื้อหุ้นกลับเมื่อราคาต่ำ เพื่อคืนแก่ผู้ให้ยืม) ออกมาต่อเนื่อง(ytd) จึงเชื่อว่าหากราคาหุ้นปรับฐานลงจนมี Upside เปิดกว้าง และด้วยพื้นฐานแข็งแกร่งจึงมีโอกาสสูงที่ราคาหุ้นจะฟื้นกลับมาจากการ Cover Short
 
ภรณี ทองเย็น
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
 โยธิน ภูคงนิล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
 

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!