หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
BLSบล.บัวหลวง : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
รอบด้านตลาดหุ้น
 
ภาพตลาดและแนวโน้ม
 
The Tug of War...1600
          วันนี้คาด หุ้นไทย เปิดลงต่อ กรอบ 1,600-1,618 จุด
          การปรับลงของตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อน ท่าที ที่เปลี่ยนไปของ ปธน.ทรัมป กับการเปิดศึกการค้า กับ จีน รอบใหม่ และ ตลาดหุ้นไทย ปรับลงมา ถึงบริเวณ 1,600 จุด (เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) เรามองว่า เป็น โซนที่น่ากลับเข้ามาเลือกหุ้นเข้าพอร์ต อีกครั้ง หลังจากที่เราแนะให้กระชับพอร์ตไปก่อนหน้านี้  
          (1) Domestic play: หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคาปรับฐานลงมาแล้ว แนะนำ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับ ประเด็น สงครามการค้า เลือกเล่น ตลอดช่วงนี้ไปถึงปลายเดือน มิย.ก่อนจะมีการประชุม G20 
          (1.1) พื้นฐานกำไร คาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1Q19 และ นักวิเคราะห์ BLS ยังคงมั่นใจในผลการดำเนินงานที่ จะพลิกฟน, Turnaround ในปีนี้ เช่น กลุ่มทีวีดิจิตอล (WORK BEC) เกษตร อาหาร (CPF GFPT TU) สื่อสาร (SAMART SAMTEL)      
          (2.2) ราคาหุ้นลงมาถูกมาก ในแง่ของ PE, PBV และ ผลตอบแทนเงินปันผล กลับมาสูงกว่า 4% KTB (4%) TISCO (7%) PSH (8%) SPALI (5%) LPN (8%) AP (4.9%) เป็นต้น        
          (2) Global play: หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกที่โดนขายลงมาหนัก จากประเด็น สงครามการค้า แต่ถ้า นักลงทุนต้องการซื้อเก็งกำไร ผลการประชุม G20 ว่าจะมีลุ้นข่าวบวก จากการพบปะ ระหว่าง ปธน.จีน และ สหรัฐฯ เราแนะนำ ซื้อถือ PTTGC IVL คาดถ้าเกิดความชัดเจนด้านบวกเกี่ยวกับ การค้าจีนสหรัฐฯ หุ้นปิโตรฯ จะรีบาวด์ได้ดีกว่า Commodity ตัวอื่น
 
What to watch:
          (-) MS ออกรายงาน ASEAN Equity Strategy: ประเทศไทย - การเติบโตช้าลงจากทางตันทางการเมือง ตลาดยืนได้ไม่ดีนัก - ต่างชาติขายหุ้นไทยได้ 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2561 และให้น้ำหน้กหุ้นไทยกว่า 40bps เทียบกับดัชนี MSCI EM ในแง่มูลค่ายังไม่น่าสนใจ P/E อยู่ที่ 14.5x ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1 ปี 15% และมองว่ากำไรที่ Consensus คาดการณ์สูงเกินไปถึง 7% ปรับตลาดหุ้นไทยไปเป็นอันดับสุดท้าย (least prefer) ใน ASEAN  
          (+) การเมืองในประเทศ น่าจะมีความชัดเจนในการจับขั้วรัฐบาลในสัปดาห์นี้  
          (+/-) MS คาด ผลกระทบจาก ความตึงเครียด สงครามการค้ารอบใหม่ ระหว่าง สหรัฐฯ-จีน แบ่งเป็น 3 กรณี (1) ภายใน 3-4 สัปดาห์ สามารถตกลงกันได้ ก่อนประชุม G20 ปลายเดือน มิย.นี้ เศรษฐกิจโลกไม่กระทบมากไปกว่านี้ (2) ใช้เวลานาน 3-4 เดือน ในการบรรลุข้อตกลง จะกระทบ GDP โลก ปีนี้ 0.3-0.5% (3) NO deal คาด GDP โลกปี 2019-20 เหลือ 2.5-2% และเฟดจะทยอยลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0% ภายใน ไตรมาส 2 ปีหน้า และจีน จะใช้งบประมาณ 3.5% ของ GDP เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 
          จากผลลัพท์ ที่ MS ประเมิน เราเชื่อว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (รวมไทย) และ ทองคำ อาจจะกลายเป็น สินทรัพย์ที่แรลรี่ได้ดีกว่าที่ตลาดคิด สวนทางภาวะพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอลง จากอานิสงส์ การอ่อนค่าอย่างรุนแรงของค่าเงินดอลล์ หากมีสัญญาณของการลดดอกเบี้ยจาก "เฟด"
          (0/-) สัปดาห์นี้ คาดตัวเลขเศรษฐกิจ ญี่ปุน GDP 1Q พลิกติดลบ -1.7% จาก +1.9% q-q / ไทย GDP ขยายตัวเพียง +3% จาก +3.7% y-y, และ ส่งออกไทย จะยังคงติดลบ -1.6% y-y จาก -4.9% y-y / สิงคโปร์ คาด GDP 1Q ขยายตัว +1.5% จาก 1.3% y-y 
          ดัชนีฯภาคการผลิต ยูโรโซน ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 จุด อยู่ที่ 48.2 ดีขึ้นเล็กน้อยจากครั้งก่อน 47.9  
          รายงานการประชุมเฟด วันพุธ คาดเฟดจะทบทวนเปาหมายเงินเฟอ และ เศรษฐกิจสหรัฐฯลง สะท้อนโอกาสในการคงดอกเบี้ยต่อไปถึงสิ้นปีนี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลง เฟด ถึงเรื่องผลกระทบจาก สงครามการค้าต่อเศรษฐกิจ และ มาตรการที่จำเป็นเพื่อประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากนี้ไป  
 
หุ้นแนะนำ  
 
Weekly port เพิ่ม PSH 
          TAPAC  แนวรับ 5.5 ต้าน 6/6.2 Stop loss 5.4 งบไตรมาส 2 (สิ้นสุด เมย.) คาดกำไรสุทธิจะกลับมาขยายตัวแรง y-y, q-q จากการปิดโครงการ อสังหาฯที่สวีเดน โดยจะรับรู้กำไรจากการโอนโครงการทังหมดในไตรมาสนี้ 
 
รายงานวันนี้     
 
PTT: Safe-haven play in an uncertain world
          แนวโน้มสำหรับธุรกิจก๊าซใน 2Q19 เป็นบวกมากขึ้น กำไรจากธุรกิจก๊าซคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น QoQ หนุนโดยอัตรากำไรที่ขยายตัวและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ NGV ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยภาครัฐได้มีการอนุมัติปรับราคาNGV ขึ้นซึ่งเป็นการลดภาระของ PTT ซึ่งเราคาดภาระขาดทุนจะลดลงจาก 4 พันล้านบาทต่อปี เหลือ 2 พันล้านบาท ในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใน EEC ทั้งโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3  และโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส โดย PTT ถือสัดส่วน 30% ในทั้งสองโครงการ คาดประกาศผลผู้ชนะใน 2Q19 ซึ่งจะเป็นการสร้างความเติบโตในระยะยาว เราประเมินมูลค่าเพิ่มจากโครงการแหลมฉบัง 0.12 บาท/หุ้น และ มาบตะพุด 0.16 บาท/ จากแนวโน้มกำไรของธุรกิจก๊าซที่ดูดีขึ้นในระยะสั้น กอปรกับการที่ PTT  เป็นบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงจึงน่าจะถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจโลกผันผวน (จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน) ทั้งนี้มูลค่าหุ้นยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PBV ปี 2562 ที่ 1.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.6 เท่า พร้อมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2562 ที่4.2% (เมื่อเทียบกับ 3.1% สำหรับ SET) รวมทั้งมีอัพไซด์ต่ออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล จากสถานะเงินสดในมือของบริษัทที่มีจำนวนมาก เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 58 บาท 
 
TQM: Earnings upgrade on rising sales
          เรามีการปรับประมาณการกำไรสำหรับปี 2019 ขึ้น 4% จากค่าเบี้ยประกันที่เพิ่มมากกว่าคาด (เราปรับขึ้นจาก 10% มาที่ 14.5%) ซึ่งบริษัทตั้งเปาโตกว่า 14.5% จากที๋โต 9.3% ในปี 2018 โดยได้ปัจจัยหุนจากการทำการตลาดขยายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในมือกว่า 1 ล้านราย ในขณะที่มีการเพิ่มจำนวนพนักงานขายจาก 2200 คน ณ สิ้นปีมาที่ 2500คน ณ สิ้นไตรมาส 1 จากการปรับกำไรขึ้นเรามีการปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 36.75 บาทเป็น 40 บาท และยังคงคำแนะนำ ซื้อ
 
Residential Property: Low launches in April as expected: welcome exciting May and June
          สัญญาณที่ดีในเดือนเมษายนเกิดขึ้นตามคาด คือการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลง (อุปทานชะลอลง) แต่มาคู่กับอัตราการจองซื้อที่สูงขึ้น เราคาดจะเห็นกิจกรรมการเปิดโครงการใหม่ และอัตราการจองซื้อที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม และเราคาด 2Q19 จะเห็น Presale ของกลุ่มเพิ่มขึ้น QoQ (หลังจากที่ลงไปใน 1Q19) เราคงมองว่าจะเห็นการ Reboundจาก Valuation ที่ถูกเพียง PE 7.1 เท่า (ต่ำกส่าค่าเฉลี่ยในช่วง Bearish ในอดีตที่ 7.3-7.4 เท่า) เราชอบ AP PSH SPALI มากที่สุด 
 
TU: Pending regulatory risk not a concern in a short-to-medium term 
          แม้จะมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น (เนื่องจากคดีฟองร้อง "dolphin safe" ของ Chicken of the Sea International (COSI)) และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและคดีฟองร้องที่สูงขึ้นสำหรับคดีนี้ เราคาดต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าปีในการพิจารณาคดีของศาล ในขณะเดียวกันหากมองในแง่ของการดำเนินงาน คาดจะเห็นการฟนตัวของอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรในปี 2019 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท              
 
หุ้นมีข่าว 
          (+/-) MSCI quarterly review:  
          Standard index เพิ่ม INTUCH RATCH DTAC ถอด DELTA  
          Small Cap index เพิม AEONTS AAV BLA EASTW PSH TASCO ถอด MC PRINC THCOM TFG VGI VIBHA        
          (*) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ยกเลิกคำสั่งห้ามธุรกิจสหรัฐร่วมงานกับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ เป็นการชั่วคราว โดยอนุญาตให้มีการอัพเดทซอฟท์แวร์เพื่อให้ผู้ใช้ยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ของหัวเว่ยได้ โดยการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจะมีผลจนบังคับใช้จนถึงวันที่ 19 ส.ค.นี้  
          (+) SINGER ECL  แบงก์ชาติเล็งคุมสินเชื่อ รถยนต์ เหตุสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มจาก สินเชื่อรถยนต์ เริ่มเห็นความเสี่ยง (ที่มา กรุงเทพธุรกิจ) /คาดการคุมสินเชื่อ กับธุรกิจ สินเชื่อภายใต้ ธปท. หากใช้จริง จะมีผลต่อ กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ประเภท Non bank ที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 
          (+) SAMART  ลงนามสัญญาซื้อขายระบบ Aerodrome Simulator กับ "วิทยุการบินแห่งประเทศไทย" มูลค่า 321 ลบ. (ที่มา อินโฟเควสท์)     
 
          วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336 
          นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค 
          ธนัท พจน์เกษมสิน,นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน 
          นภนต์ ใจแสน, นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน 
 
Trend Forecasting
 
SET Index ปิด 1608.11 (-0.41%) มูลค่าการซื้อขาย 4.7 หมื่นล้านบาท  
 
แนวโน้มระยะสั้นมอง
          SET Index แนวรับ 1,600 แนวต้าน 1,625 / SET100 รับ 2,360 ต้าน 2,380 BSET100 รับ 10.40 ต้าน 10.50 / BMSCITH รับ 12.25 ต้าน 12.35 
 
หัวข้อ: "โครงสร้างตลาดผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วดูอย่างไร"
 
กลยุทธ์เทคนิค: 
          สัปดาห์ที่แล้วคำถามจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่อง 2 เรื่องคือ โครงสร้างตลาดผ่านพ้นจุดต่ำสุดหรือยังและวิธีการดูสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้นดูอย่างไร...   
          1.สังเกตการปรับฐานภายหลังจากดัชนีรีบาวด์ขึ้น โครงสร้างตลาดควรเกิดรูปแบบ Higher low หรือ Double bottom 
          2.ตลาดลงแรงแต่เงินปันผลที่สูงขึ้น จากเหตุการณ์ในอดีตหากเงินปันผลสูงกว่า 3.15% อาจดึงดูดให้เงินไหลกลับ 
          3.ตลาดเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป Oversold เกิดสัญญาณเตือนการกลับตัวในหุ้นขนาดใหญ่ "Bullish divergence " 
          4. ภาวะตลาดกลับสู่ระดับปรกติจำนวนหุ้นหุ้นปิดบวกและลบใกล้เคียงกัน   
 
มุมมองตลาด: 
          สัปดาห์นี้คาดว่าจะเกิดภาพ Technical rebound จากสถิติการปรับฐานโดยเฉลี่ยที่ 3-5% มองดัชนีระยะสัปดาห์แนวรับ 1600 จุด แนวต้าน 1625 จุด หรือหากหลุดแนวรับ 1600 จุด คาดว่าจะลงไม่ลึก  
 
วิธีการเลือกหุ้น: 
          1.ราคาปรับตัวลงแรงเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป Oversold 2.โครงสร้างบ่งชี้สัญญาณกลับตัวจากกราฟแท่งเทียน 3.ราคาลงทดสอบแนวรับ Trend support แล้วดีดกลับ 4. ใช้จุด Stop loss เป็นตัวจำกัดความเสี่ยง 
 
          Signal recovery: CPALL (CPAL01C1907A), PSH, HMPRO (HMPR01C1908B) 
          Portfolio: GFPT, UNIQ, CBG, PTTEP, PSH, ANAN, SPALI, MINT, RS, BH (แนะถือต่อ) 
          
          ธนรัตน์ อิศรกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค 
          Thanarut@bualuang.co.th +662-618-1334 
 
Track with Technical 
 
          CPALL (CPAL01C1907A)
          แนะนำ ซื้อ 
          รับ 76.00 
          ต้าน 80.00  
          เหตุผล CPALL สามารถยืนได้ดีในช่วงภาวะตลาดผัวผวน ขณะที่โครงสร้างระยะสั้นและกลางบ่งชี้ความแข็งแกร่งและจุดกลับตัว 
 
          HMPRO (HMPR01C1908B)          
          แนะนำ ซื้อ 
          รับ 16.00 
          ต้าน 17.00 
          เหตุผล HMPRO บวกสวนตลาดจ่อเตรียมทะลุทำจุดสูงสุดใหม่ หนุนดว้ยสัญญาณกลับตัว Bullish signal อาทิเช่น Volume Power, Bollinger band, Stochastic 
 
          PSH 
          แนะนำ ซื้อ 
          รับ 19.10 
          ต้าน 20.50 
          เหตุผล ทะลุกรอบสามเหลี่ยมขาขึ้น Symmetrical triangle หนุนด้วยวอลุ่มเพิ่มสูงขึ้น แสดงการเปลี่ยนโครงสร้างเป็นขาขึ้น 

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!